สถานที่ท่องเที่ยวในภาคใต้ ประเทศไทย

      สถานที่ท่องเที่ยวในภาคใต้ หลากหลายสไตล์ ทั้งภูเขา น้ำตก และทะเล ให้นักท่องเที่ยวได้ดื่มด่ำความสวยงามของภาคใต้ ที่ไม่ว่าใครไปเยือนก็ต้องหลงเสน่ห์ปักษ์ใต้ด้วยกันทั้งนั้นนึกถึงภาคใต้ของไทย เราจะนึกถึงบรรยากาศที่เที่ยวทะเลสวย ๆ การสัมผัสวิถีชีวิตชาวบ้านแบบดั้งเดิม โดยเฉพาะแหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติที่สวยงามไม่แพ้ภาคไหน ไม่ว่าจะเป็นเกาะน้อยใหญ่ อุทยานแห่งชาติ ป่าอีกหลายแห่ง ภูเขา และน้ำตก นี่ยังไม่นับรวมถึงทรัพยากรใต้น้ำอีกมากมาย

1.เมืองเก่าสงขลา

ย่านเมืองเก่าสงขลา ตั้งอยู่ในเขตอำเภอเมือง มีถนนสายสำคัญน่าเดินเที่ยว 3 สาย คือถนนนครนอก ถนนนครใน และถนนนางงาม ซึ่งยังคงเอกลักษณ์ดั้งเดิมเอาไว้ นอกจากนี้ยังมีสถานที่สำคัญของเมืองให้ได้เรียนรู้ประวัติศาสตร์กันด้วย ทั้งศาลเจ้าพ่อหลักเมือง ซึ่งตั้งอยู่บนถนนนางงาม, โรงสีหับ โห้ หิ้น ที่ทาสีแดงแปร๊ด ตั้งอยู่บนถนนนครนอก ริมทะเลสาบสงขลา เป็นต้น แต่สิ่งที่ทำให้เมืองเก่าแห่งนี้ดูมีชีวิตชีวาขึ้นมาอีกครั้งก็คืองานสตรีทอาร์ต เป็นภาพวาดบนกำแพง จำลองบรรยากาศของร้านน้ำชาฟุเจา ซึ่งเป็นร้านน้ำชาเก่าแก่ในอดีตที่ตั้งอยู่ในอาคารนั้น นอกจากนี้ก็ยังมีภาพวาดแนวเดียวกันอยู่บริเวณอื่น ๆ ของเมืองด้วย

2.เกาะกำตก จังหวัดระนอง

เกาะกำตก อยู่ในพื้นที่อุทยานแห่งชาติแหลมสน เป็นอีกหนึ่งเกาะสวยของไทย ที่สวย เงียบสงบและมีเสน่ห์เป็นของตัวเอง ไฮไลท์ที่ต้องไปเยือนคือ อ่าวเขาควาย แห่งเกาะกำตก ซึ่งเป็นศูนย์กลางการท่องเที่ยวของหมู่เกาะกำ เพราะเป็นจุดที่ทางอุทยานเปิดให้นักท่องเที่ยวเข้ามารับประทานอาหารและเล่นน้ำกันที่เกาะนี้ ที่นี่ร่มรื่นด้วยแนวต้นสน หาดทรายสวยงามขาวเนียน ทรายละเอียด น้ำทะเลสวยใส เหมาะแก่การลงแหวกว่ายเล่นน้ำเป็นอย่างยิ่ง

3.แหลมกระทิง ภูเก็ต

จุดชมวิวแห่งใหม่ของจังหวัดภูเก็ต มองเห็นทะเลอันดามันเกือบ 360 องศา สำหรับใครที่อยากเดินทางมายังจุดชมวิวแห่งนี้ อาจต้องเดินทางมาตั้งแต่ช่วงบ่าย ๆ เพราะหากมาหลังพระอาทิตย์ตกจะมืดมาก และเดินลำบาก โดยเริ่มต้นเส้นทางผ่านหาดในหานมาทางอ่าวเสน หรือจะเริ่มต้นที่อ่าวเสน หรือเดินขึ้นไปทางกำแพงเล็ก ๆ ก่อนถึงบ้านกระทิงรีสอร์ทก็ได้ แนะนำให้ใส่รองเท้าผ้าใบ เพราะคุณจะต้องเดินผ่านโขดหิน ซึ่งอาจเผลอลื่นและเป็นอันตรายได้ ตลอดทางคุณจะมองเห็นวิว ที่ทำให้คุณต้องร้องว้าว ! ประมาณ 45 นาที ก็จะถึงแหลมกระทิง และอย่างที่บอกไปแล้วว่าทางกลับค่อนข้างมืด เราจึงไม่แนะนำให้อยู่ดูพระอาทิตย์ตกดิน

4.บ้านคีรีวง นครศรีธรรมราช

  ตั้งอยู่ที่ตำบลกำโลน อำเภอลานสกา นักท่องเที่ยวคนไทยที่ได้มาเที่ยวที่บ้านคีรีวง มักจะประทับใจกับวิถีชีวิตสังคมของชาวบ้านที่นั่น ซึ่งเป็นสังคมแบบเครือญาติ ถ้อยทีถ้อยอาศัยกัน การเป็นอยู่ที่เรียบง่ายและเงียบสงบ แน่นอนว่าเราอาจจะได้พบภาพแบบนี้ได้ไม่บ่อยนักเมื่ออยู่ในเมืองใหญ่ ชาวบ้านที่นั่นส่วนใหญ่ประกอบอาชีพทำสวนผลไม้ เช่น มังคุด เงาะ ทุเรียน เป็นต้น จุดเด่นของบ้านคีรีวงคือทัศนียภาพที่สวยงามของธรรมชาติ ซึ่งตั้งอยู่ท่ามกลางป่าเขา และสายน้ำ แถมยังมีกิจกรรมให้นักท่องเที่ยวได้ร่วมทำมากมาย เช่น การพักในที่พักแบบโฮมสเตย์ การชิมอาหารพื้นเมือง เป็นต้น ซึ่งจะทำให้คุณได้ซึมซับภาพความสวยงามของบ้านคีรีวงได้อย่างไม่รู้ลืม

5.อุทยานแห่งชาติหมู่เกาะอ่างทอง

อุทยานแห่งชาติหมู่เกาะอ่างทอง ตั้งอยู่ในเขตอำเภอสมุย จังหวัดสุราษฎร์ธานี ที่นี่คือดินแดนแห่งหมู่เกาะมากมาย ซึ่งมีทั้งหมดมากกว่า 40 เกาะ แต่ละเกาะมีลักษณะเป็นภูเขาหินปูน บางเกาะมีหาดทรายขาวสะอาด สวยงาม บางเกาะมีเฉพาะเส้นทางศึกษาธรรมชาติให้ได้เดินขึ้นไปชมทัศนียภาพโดยรอบของหมู่เกาะแห่งนี้ โดยเกาะที่เป็นที่นิยมของนักท่องเที่ยวจะอยู่ที่เกาะวัวตาหลับ ด้วยเป็นที่ตั้งของอุทยานแห่งชาติหมู่เกาะอ่างทอง และเป็นที่ตั้งของจุดชมวิวที่สวยที่สุด นั่นก็คือจุดชมวิววัวตาหลับ นอกจากนี้ยังมีเกาะอื่น ๆ ให้ได้เที่ยวอีกด้วย  อาทิ เกาะแม่เกาะ เกาะสามเส้า เกาะท้ายเพลา เป็นต้น

6.เกาะปันหยี

  เกาะปันหยี ตั้งอยู่ที่บ้านท่าด่าน ตำบลเกาะปันหยี อำเภอเมือง จังหวัดพังงา เป็นหมู่บ้านของชาวมุสลิมกลางน้ำ ซึ่งมีมายาวนานมากกว่า 200 ปี ชาวบ้านยังคงใช้วิถีชีวิตแบบชาวเลแท้ ๆ ภายในเกาะมีบ้านเรือนของชาวบ้าน ที่สร้างขึ้นจากวัสดุธรรมชาติ มีมัสยิด รวมทั้งสนามฟุตบอลขนาดเล็กของเด็ก ๆ ในหมู่บ้าน นอกจากนักท่องเที่ยวจะได้ชื่นชมวิถีชีวิตอันเรียบง่ายแล้ว ยังจะได้ลิ้มลองอาหารทะเลสดใหม่ อาหารพื้นเมือง พร้อมทั้งเลือกซื้อสินค้าแฮนด์เมดของชาวบ้านอีกด้วย

7. เกาะกระดาน

เกาะกระดาน เป็นเกาะที่สวยที่สุดของทะเลตรัง อยู่ทางด้านตะวันตกของเกาะมุกและเกาะลิบง มีเนื้อที่ 600 ไร่ ซึ่ง 5 ใน 6 ส่วนของเกาะนี้อยู่ในความรับผิดชอบของอุทยานแห่งชาติหาดเจ้าไหม ที่เหลือเป็นของเอกชน เกาะกระดาน มีชายหาดที่มีทรายขาวละเอียดและน้ำทะเลใสจนมองเห็นแนวปะการัง ซึ่งเป็นปะการังน้ำตื้น ตลอดจนฝูงปลาหลากสีหลายพันธุ์  สำหรับการเดินทางไปท่องเที่ยวเกาะกระดาน สามารถทำได้ทั้งเหมาเรือไปเอง หรือไปกับทัวร์แบบ One Day Trip 4 เกาะ ได้แก่ เกาะเชือก เกาะม้า ถ้ำมรกต เกาะมุก และเกาะกระดาน สามารถติดต่อสอบถามได้ที่บริเวณท่าเรือควนตุ้งกู ท่าเรือปากเมง หรือท่าเรือเจ้าไหม


สุดยอดสถานที่ ท่องเที่ยวในอินเดีย

สุดยอดสถานที่ ท่องเที่ยวในอินเดีย

    สุดยอดสถานที่ ท่องเที่ยวในอินเดีย ขอนมัสเตทุกท่าน มาร่วมซาบซึ้งกับรักยิ่งใหญ่ที่ทัชมาฮาล หลักฐานที่จะบอกว่ารักแท้ไม่ได้มีอยู่แค่ในนิยาย ตามรอยสถานที่ประสูติ ตรัสรู้ ปฐมเทศนา และปรินิพพานของพระพุทธเจ้า ก่อนวาร์ปไปพักโรงแรมพระราชวังกลางน้ำระดับโลก! ที่โรแมนติก และยูนีคสุดพลัง แล้วจบทริปสวยๆ ในดินแดนแห่งสวงสวรรค์ วิวหลักล้านที่ทิเบตน้อยเลห์ ลาดักห์

1.ป้อมอัครา

ป้อมอัครา หรือที่รู้จักอีกชื่อนึงว่าป้อมแดง ตั้งอยู่ที่เมืองอัครา Agra อดีตเมืองหลวงของอินเดีย ริมฝั่งแม่น้ำยมุนา Yomuna ในรัฐอุตตรประเทศ Uttar Pradesh ห่างจากทัชมาฮาลเป็นระยะทางประมาณ 2.5 กิโลเมตร เป็นป้อมปราการหินทรายแดงขนาดใหญ่ ที่ได้ชื่อว่าเป็นหนึ่งในมรดกโลกโดยองค์การยูเนสโก UNESCO อดีตป้อมนี้เป็นเพียงป้อมปราการที่ทำขึ้นจากอิฐ สร้างโดยราชบุตรแห่งวงศ์ศิกวะ Sikarwar ก่อนจะมีทัชมาฮาลซะอีก และมีการสร้างเรื่อยมาใช้เวลากว่า 95 ปี เรียกว่าผ่านมาถึงสามยุคของกษัตริย์ในราชวงศ์โมกุลกันเลยทีเดียว เมื่อมาถึงจะเจอกับประตูทางเข้าอามาร์ สิงห์ Amar Singh Gate สูงประมาณ 21 เมตร ยาวถึง 2.4 กิโลเมตร ด้านนอกว่าว้าวแล้ว เข้ามาข้างในก็ยังว้าวได้อีกกับชั้นที่สองอย่างฮาติ โพล Hathi pol หรือ เอเลเฟ่น เกท Elephant Gate กำแพงสู๊งงงที่ในอดีตใครคิดจะบุกเข้ามาก็ต้องมีคิดหนักกันแน่ๆ

2.เทศกาลโฮลี

เทศกาลโฮลี หรือเทศกาลแห่งสีสัน เป็นเทศกาลที่เกิดในช่วงฤดูใบไม้ผลิ เป็นการเฉลิมฉลองเรื่องราวความดีชนะความชั่วนั่นเอง โดยจะตรงกับวันแรม 1 ค่ำ เดือน 4 ของทุกปี ตามปฏิทินจันทรคติ และสุริยคติของศาสนาฮินดู ซึ่งจะอยู่ราวๆ ช่วงเดือนกุมภาพันธ์ หรือมีนาคมตามปฏิทินสากลในแต่ละปีนั่นเองเทศกาลโฮลีจะจัดขึ้น 2 วันโดยคืนแรกของเทศกาลนี้จะมีพิธีกรรมที่เรียกกันว่า โฮลิกาดาฮัน Holika Dahan ตามความเชื่อของชาวฮินดู คือการเฉลิมฉลองที่สามารถกำจัดปีศาจร้ายในตำนานที่คิดร้ายผู้อื่นอย่างนางโฮลิกาได้ งานนี้สำเร็จได้เพราะได้รับความช่วยเหลือจากไฟของพระวิษณุนั่นเอง ในวันนี้เลยจะเห็นว่ามีการสุมกองไฟบริเวณวัดฮินดูเชื่อว่าช่วยชำระล้างสิ่งไม่ดีออกไป และระลึกถึงเหตุการณ์ของความดีที่เอาชนะความชั่วได้

3.ประตูอินเดีย

ประตูอินเดีย มีชื่อเดิมคืออนุสรณ์สถานเหล่าสงครามในอินเดีย All-India War Memorial หรือชื่อทางการว่า อนุสรณ์สถานนิวเดลี Delhi Memorial ประตูนี้ตั้งอยู่ที่กรุงนิวเดลี New Delhi ของอินเดีย ตัวอนุสาวรีย์ทำจากหินทราย สร้างขึ้นเพื่ออุทิศให้เหล่ากองทัพทหารบริติชอินเดียที่เสียชีวิตกว่า 70,000 นาย ในสงครามครั้งที่ 1 ช่วงปี ค.ศ. 1914–1921

และหากเดินเข้าไปดูที่ใกล้ๆ ประตูจะเห็นรายชื่อของเหล่าทหารทั้งจากอินเดีย และอังกฤษกว่า 13,300 นาย ที่เสียชีวิตจากทั้งสงครามชายแดนตะวันตกเฉียงเหนือ Northwest Frontier รวมถึงสงครามอัฟกันครั้งที่ 3 Third Afghan War โดยด้านบนสุดของประตูนั้นสร้างเพื่ออุทิศให้กับเหล่าทหารที่ได้หายสาบสูญไปอีกด้วย

4.พระราชวังหลวง

พระราชวังหลวง อยู่ทางเหนือของใจกลางเมืองชัยปุระ Jaipur มีขนาดกว้างขวางครอบคลุมพื้นที่กว่า 1 ใน 7 ของใจกลางเมืองชัยปุระกันเลยทีเดียว พระราชวังได้ถูกสร้างขึ้นในสมัยมหาราชาสะหวายจัย สิงห์ที่ 2 Maharaja Sawai Jai Singh II เพื่อเป็นที่พักผ่อน และอยู่อาศัยของเหล่าสมาชิกราชวงศ์ชัยปุระ ซึ่งปัจจุบันก็ยังคงอาศัยอยู่กันจ้ารูปแบบสถาปัตยกรรมแห่งนี้เป็นแบบราชปุตผสมกับโมกุล เพราะสมัยก่อสร้างแรกๆ ขณะนั้นราชวงศ์โมกุลได้เข้ามามีอิทธิพลในรัฐราชสถานแล้วนั่นเอง ที่นี่มีชื่อเสียงในเรื่องความงามของจิตรกรรมฝาผนัง การแกะสลัก งานตกแต่งด้วยแก้ว หรือแม้แต่กระเบื้องสวยๆ ประตูหลักของที่นี่มีอยู่สามจุดด้วยกันได้แก่ ประตูวิเลนดร้า พอล Virendra Pol ประตูอุได พอล Udai Pol ที่คนทั่วไปสามารถเข้าออกได้ แต่สำหรับประตูตริโปเลีย Tripolia Gate จะมีไว้สำหรับสมาชิกราชวงศ์เท่านั้นจ้า นอกจากนี้ยังมีกิมมิคเป็นประตูเล็กๆ อีกสี่ประตูที่แสดงออกถึงฤดูกาลทั้งสี่นั่นเอง ได้แก่นกยูงหรือ มอร์เกท Mor Gate หมายถึงฤดูใบไม้ร่วง ซึ่งมีลวดลายของนกยูงสวยงามที่ซุ้มประตู ประตูดอกบัว Lotus Gate ที่เป็นสัญลักษณ์ของฤดูร้อน ประตูเลเรีย Leheriya gate เป็นฤดูใบไม้ผลิ และประตูกุหลาบ Rose Gate หมายถึง  ฤดูหนาวนั่นเอง ทั้งสี่ประตูถูกตกแต่งอย่างสวย ขอถ่ายรูปฟินก่อนไม่รอล๊าววน้าา

5.ทัชมาฮาล

ทัชมาฮาล สุสานหินอ่อน สถาปัตยกรรมแห่งความรักที่สวยที่สุดในโลก ได้รับยกย่องให้เป็น 1 ใน 7 สิ่งมหัศจรรย์ของโลกใหม่ ให้เป็นมรดกโลกโดยองค์การยูเนสโกในปี 2550 กินพื้นที่เกือบๆ 170,000 ตารางเมตร ตั้งอยู่ทางฝั่งขวาของแม่น้ำยมุนา Yamuna River ในสวนโมกุล Mughal Garden อำเภออัคระ Agra District รัฐอุตตรประเทศ Uttar Pradesh ที่นี่ถูกสร้างขึ้นโดยสมเด็จพระจักรพรรดิชาห์ชะฮัน Shah Jahan แห่งจักรวรรดิโมกุล เพื่อเป็นอนุสรณ์ความรัก พระองค์มีพระมเหสีพระนามว่า อรชุมันท์ พานุ เพคุม Arjumand Banu Begum เจอกันครั้งแรกจักรพรรดิชาห์ชะฮัน อายุได้ 14 พรรษา พระองค์ทรงรัก และหลงใหลพระนางมากเป็น Love at First Sight เลยทีเดียว


ใกล้ชิดธรรมชาติ ที่ จ.เชียงใหม่

ใกล้ชิดธรรมชาติ ที่ จ.เชียงใหม่

ใกล้ชิดธรรมชาติ ที่ จ.เชียงใหม่ช่วงหน้าหนาว สิ่งแรกที่เรานึกถึงก็คือ ไปชมดอกพญาเสือโคร่ง หรือซากุระเมืองไทย ขึ้นดอยไปชมทะเลหมอกงามๆ นาขั้นบันไดแจ่มๆในวันนี้เรารวมสถานที่เจ๋งๆไว้ให้แล้วที่นี้

1.อุทยานแห่งชาติห้วยน้ำดัง

อุทยานฯ แห่งนี้มีชื่อเสียงในการเป็นจุดชมวิวทะเลหมอกที่สวยติดอันดับต้นๆ ของประเทศเลยทีเดียว ที่นี่ครอบคลุมท้องที่อำเภอแม่แตง จังหวัดเชียงใหม่ และอำเภอปาย จังหวัดแม่ฮ่องสอน โดยตั้งอยู่บนเทือกเขาถนนธงชัย ภูมิประเทศโดยทั่วไป เป็นเทือกเขาและภูเขาสูงสลับซับซ้อนที่ภูเขาที่สูงที่สุด คือ ดอยช้าง ซึ่งเป็นป่าต้นน้ำลำธารและมีลำห้วยน้อยใหญ่มากมาย

2.อุทยานแห่งชาติดอยอินทนนท์

ดอยอินทนนท์ ยอดเขาที่สูงที่สุดในประเทศไทย เพราะจะขึ้นเหนือทั้งทีต้องไปให้สุด ถือเป็นอีกหนึ่งแลนด์มาร์คสำคัญในจังหวัดเชียงใหม่  นอกจากจะไปถ่ายกับป้ายสูงสุดแดนสยามแล้ว ยังมีจุดชมทะเลหมอกที่สวยงาม หรือจะเดินชมความเขียวขจีของผืนป่า ในเส้นทางศึกษาธรรมชาติกิ่วแม่ปาน และอ่างกา ที่ชวงนี้เปิดให้เข้าไปเดินเล่นในทุ่งหญ้า สูดอากาศรับลมหนาวอย่างเต็มที่

3.อ่างกาหลวง ดอยดินทนนท์

ฃเส้นทางศึกษาธรรมชาติอ่างกา หรือ อ่างกาหลวง ดอยดินทนนท์ จ.เชียงใหม่ แหล่งท่องเที่ยวที่เต็มไปด้วยพืชนานาพันธุ์ ภายในมีสะพานไม้ให้เดินระยะทางเกือบ 300 เมตร ถึงจะเป็นเส้นทางสั้น ๆ แต่ก็แฝงไปด้วยความสวยงามปนกับความพิศวง ให้อารมณ์ป่าฝน อากาศเย็นสบาย เหล่าบรรดามอส ไล่ขึ้นตามขอบและราวจับของสะพาน เป็นจุดถ่ายรูปที่น่าสนใจมากทีเดียว และหากมีฝนตกปรอย ๆ บอกเลยว่ายิ่งงดงามมาก

4.ขุนช่างเคี่ยน

สถานที่ชมดอกนางพญาเสือโคร่ง สีชมพูสดใส มีอยู่หลายที่ด้วยกัน ขุนช่างเคี่ยน หรือสถานีวิจัยและศูนย์ฝึกอบรมเกษตรที่สูงขุนช่างเคี่ยน เป็นสถานที่เที่ยวชมดอกนางพญาเสือโคร่งยอดฮิตของภาคเหนือ โดยจะบานสะพรั่งในช่วงเดือน ธ.ค.-ม.ค. ตั้งอยู่บนเส้นทางเดียวกับทางขึ้นวัดพระธาตุดอยสุเทพ พระตำหนักภูพิงค์ราชนิเวศน์ และดอยปุย ที่นี่มีที่พักคอยให้บริการ แต่ควรสอบถามล่วงหน้าก่อน ที่สถานีวิจัยและศูนย์ฝึกอบรมเกษตรที่สูงขุนช่างเคี่ยน

5.ดอยอ่างขาง

สถานีเกษตรหลวงอ่างขาง โครงการหลวงที่ได้รับความนิยม เลื่องชื่อเรื่องพืชพันธุ์ โดดเด่นด้วยนางพญาเสือโคร่ง เต็มเปี่ยมไปด้วยเรื่องราวและทัศนียภาพอันสวยงาม เป็นสถานีวิจัยแห่งแรกของโครงการหลวง ตั้งอยู่บนเทือกเขาตะนาวศรี ตำบลแม่งอน อำเภอฝาง จังหวัดเชียงใหม่ ปัจจุบันมีพันธุ์ไม้ผลกว่า 12 ชนิด ผักเมืองหนาวกว่า 60 ชนิด และไม้ดอกเมืองหนาวมากกว่า 20 ชนิด สภาพอากาศเย็นสบายตลอดทั้งปีเมื่อมาถึงก็สามารถชมแปลงสาธิต ผัก ผลไม้ ต้นนางพญาเสือโคร่งและไม้ดอกเมืองหนาวภายในศูนย์ฯ สามารถขับรถวนเป็นวงกลม ค่าเข้าชมคนละ 30 บาท ยานพาหนะคันละ 50 บาท หรือเยี่ยมหมู่บ้านหลวง สัมผัสชีวิตชาวจีนฮ่อ เยี่ยมหมู่บ้านนอแล สัมผัสวิถีชีวิตชาวปะหล่อง อดีตชนเผ่าดั้งเดิมของพม่า หรือ เดินป่าระยะสั้น ชมความงามธรรมชาติของผืนป่าปลูกทดแทน มีบริการให้ขี่ล่อ เป็นต้น

6.ไร่ชาในเมืองไทย

อีกหนึ่งสถานที่ที่เป็นแหล่งท่องเที่ยวยอดนิยม ก็คงจะเป็น “ไร่ชา” ในเมืองไทยนั้นมีไร่ชาขึ้นชื่อหลายที่ และแต่ละที่นั้นนอกจากจะได้ถ่ายรูปไร่ชาทอดยาวตามขั้นบันไดแล้ว ก็สามารถชิมชากลิ่นหอมๆ ได้อีกด้วย ซึ่งไร่ชาในจังหวัดเชียงใหม่นั้นมีอยู่หลายที่ เช่น

-ไร่ชาลุงเดช ตั้งอยู่ในอำเภอแม่แตง ปลูกชาพันธุ์ดี 2 สายพันธุ์คือ ชาเบอร์ 12 และพันธุ์ก้านอ่อน

-ไร่ชาระมิงค์ แหล่งกำเนิดชาแรกของไทย ที่มีชื่อเสียงมานานกว่า 70 ปี ที่นี่ทำไร่ชา และผลิตใบชาในพื้นที่ภูเขาสูง 900-1200 เมตรจากระดับน้ำทะเล บนดอยเชียงดาว แหล่งต้นน้ำปิง อ. แม่แตง

-ไร่ชา 2000 หุบเขาเล็กๆ แต่มากความสวยงาม ด้วยทัศนียภาพแห่งทะเลหมอก และไร่ชา ไร่สตรอเบอร์รี ขั้นบันไดตามเนินเขา เป็นภาพที่คุณจะต้องประทับใจ

7.พระธาตุดอยสุเทพ

เป็นหนึ่งในวัดที่มีความสำคัญมากที่สุดของจังหวัดเชียงใหม่ ก่อสร้างตามแบบศิลปะล้านนา มีเจดีย์ทรงเชียงแสน ฐานสูงย่อมุมระฆังทรงแปดเหลี่ยมปิดด้วยทองจังโก 2 ชั้น ลานเจดีย์เป็นจุดชมทิวทัศน์เมืองเชียงใหม่ ทางขึ้นเป็นบันไดนาคเจ็ดเศียรก่อปูน


สถานที่ท่องเที่ยวที่โด่งดังในญี่ปุ่น

สถานที่ท่องเที่ยวที่โด่งดังในญี่ปุ่น

      ช่วงนี้มันรู้สึกร้อนแสนร้อน หลายคนคงกำลังวางแผนที่จะเดินทางไปเที่ยวหลบร้อนกันหลายประเทศ ซึ่งหนึ่งในตัวเลือกนั้นต้องเป็นดินแดนอาทิตย์อุทัย ต้นกำเนิดดอกซากุระอย่าง ประเทศญี่ปุ่น แน่นอน เพราะด้วยอากาศที่เย็นสบาย รวมทั้งวัฒนธรรมที่แตกต่างจากบ้านเรา ทำให้ญี่ปุ่นเป็นอีกแหล่งท่องเที่ยวที่หลายคนคิดอยากจะเดินทางไปเยือนสถานที่ท่องเที่ยวในญี่ปุ่น ที่เรียกว่าถ้าไปแล้วไม่ได้เที่ยวถือว่าไม่ถึงจ้า ซึ่งสถานที่ท่องเที่ยวจะมีอะไรบ้างนั้นมาดูกันเลย

 1.ภูเขาฟูจิ  

เป็นภูเขาที่สูงที่สุดในญี่ปุ่น และอาจกล่าวได้ว่าเป็นภูเขาที่สวยที่สุดในโลก มีความสูงถึง 3,776 เมตร ตั้งอยู่ระหว่างจังหวัดยะมะนะชิและชิซุโอะกะ และสามารถมองเห็นได้จากโตเกียวและโยโกฮาม่าในวันที่ท้องฟ้าปลอดโปร่ง วิธีที่จะได้เห็นภูเขาฟูจิที่ง่ายที่สุด คือ นั่งชมจากรถไฟสายโทไกโดที่วิ่งระหว่างเมืองโตเกียวและโอซาก้า ถ้าคุณนั่งชินกันเซ็นจากโตเกียวที่มุ่งหน้าไปยังนาโงย่า เกียวโต และโอซาก้า ช่วงที่จะได้เห็นภูเขาฟูจิ คือ ช่วงสถานีชิน-ฟูจิ หรือประมาณ 40-45 นาที หลังจากออกจากโตเกียว ซึ่งจะมองเห็นได้ทางด้านขวามือของรถไฟ แต่สำหรับผู้ที่อยากชมภูเขาฟูจิอย่างเต็มอิ่ม และแวดล้อมด้วยธรรมชาติที่งดงามขอเชิญที่ ทะเลสาบทั้งห้า Fuji Five Lake or Fujigoko หรือที่ ฮะโกะเนะ ซึ่งเป็นรีสอร์ทบ่อน้ำพุร้อนและเป็นหนึ่งใน อุทยานแห่งชาติ Fuji-Hakone-Izu

2.ช้อปปิ้งย่านสุดฮิตที่ย่านชินจูกุ ฮาราจูกุ โอไดบะ

เมื่อมาเที่ยวที่ญี่ปุ่น อีกสิ่งหนึ่งที่ขาดไม่ได้ ก็คือ การช้อปปิ้ง ซึ่งที่ญี่ปุ่นก็มีแหล่งช้อปที่หลายหลาย แต่ที่ไม่ควรพลาดเลย คือ ย่านชินจุกุ Shinjuku แหล่ง ท่องเที่ยวทันสมัยฝั่งตะวันตกของโตเกียว นับเป็นแหล่งช้อปปิ้งและสถานบันเทิงยามค่ำคืนยอดนิยมที่มีชื่อเสียง โดยยามกลางวันสามารถแวะชมสวนสาธารณะชินจุกุเกียวเอ็นที่เงียบสงบ, ย่านชิบุยะ Shibuya เป็นศูนย์กลางแฟชั่นและวัฒนธรรมสมัยใหม่ของวัยรุ่น ใกล้กับ ศาลเจ้าเมจิ ที่เงียบสงบ ติดต่อกันเป็นแหล่งช้อปปิ้งยอดนิยมและสวรรค์ของคนรุ่นใหม่ คือ ย่านฮาราจูกุ และ ย่านโอไดบะ ที่ สร้างขึ้นจากการถมทะเลในอ่าวโตเกียว เป็นสถานที่ท่องเที่ยวยอดนิยมของเหล่านักท่องเที่ยวรุ่นใหม่ เพราะที่นี่มีทั้งแหล่งบันเทิงขนาดใหญ่ ชิงช้าสวรรค์ใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งของโลก ที่เป็นสัญลักษณ์ของเรนโบว์ ทาวน์ ที่เหล่าคู่รักวัยรุ่นนิยมขึ้นชิงช้าชมวิวทิวทัศน์ยามค่ำคืนที่สวยงาม

3.พระราชวังอิมพีเรียล

พระราชวังอิมพีเรียล แต่เดิมมีชื่อว่า พระราชวังเอะโดะ อีก หนึ่งสถานท่องเที่ยวที่สำคัญแห่งหนึ่งในประวัติศาสตร์ ตั้งอยู่ที่เมืองโตเกียว เพราะเป็นสถานที่ประทับของสมเด็จพระจักรพรรดิแห่งราชวงศ์เมจิ แห่งประเทศญี่ปุ่น เดิมที่นี่เป็นหมู่บ้านประมงเล็กที่ชื่อ เอะโดะ ที่ถูกตั้งเป็นฐานที่มั่น รวมทั้งถูกตั้งเป็นศูนย์กลางของรัฐบาลทหาร ต่อมาได้ขยายเมืองให้ใหญ่ขึ้น จนมีประชากรและพื้นที่เมืองขนาดใหญ่มากขึ้น หลังจากนั้นเข้าสู่ยุคปฏิรูปเมจิ การล้มล้างการปกครองแบบโชกุนลง จักรพรรดิเมจิจึงย้ายเมืองหลวงมาที่เอะโดะ และเปลี่ยนชื่อเมืองเป็นโตเกียวในปัจจุบัน ที่นี่จึงเป็นศูนย์กลางทางการปกครองและวัฒนธรรมของประเทศ และถูกเปลี่ยนให้เป็นพระราชวังในเวลาต่อมา มีชื่อเรียกว่า พระราชวังอิมพิเรียล ในปัจจุบัน

4.โตเกียว ทาวเวอร์

โตเกียว ทาวเวอร์ หอคอย สื่อสารขนาดใหญ่ที่สวยงามมาก ตั้งอยู่ในเขตมินะโตะ กรุงโตเกียว เป็นสถานที่ท่องเที่ยวที่มีชื่อเสียงเพราะใน 1 ปี มีผู้ร่วมเข้าชมถึง 2 ล้าน 5 คน อีกทั้งยังเป็นเหมือนสัญลักษณ์เพื่อแสดงถึงอำนาจและอิทธิพลทางเศรษฐกิจของ โลก เป็นที่ถ่ายทอดสัญญาณโทรทัศน์ วิทยุ ซึ่งที่นี่ได้แรงบันดาลใจมาจากหอคอยสูงในปารีส สร้างในสไตล์สถาปัตยกรรมโบราณแบบญี่ปุ่น ทั้งนี้ โตเกียว ทาวเวอร์ จะเปิดทำการตั้งแต่ 09.00-20.00 น. โดยไม่มีวันหยุด ใครที่มาเที่ยวญี่ปุ่นแล้วไม่มาเยือนที่นี่ถือว่ามาไม่ถึงญี่ปุ่นเลย

5.หมู่บ้านประวัติศาสตร์ชิราคาวาโกะ

ชิราคาวาโกะ Shirakawako หมู่บ้านท่ามกลางหุบเขา ตั้งอยู่ในจังหวัดกิฟุ ได้รับการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกแห่งที่ 6 ในประเทศญี่ปุ่น เพราะเป็นหมู่บ้านที่มีเอกลักษณ์โดดเด่น หลังคามุงด้วยฟางข้าว สร้างขึ้นด้วยมือที่เรียกว่า การสร้างบ้านแบบ กัตโชทสึคุริ Gassho-zukuri เป็นบ้านชาวนาโบราณที่มีอายุมากกว่า 250 ปี คำว่า “กัสโช” หมายความว่า พนมมือ ซึ่งเป็นการบ่งบอกถึงลักษณะรูปแบบของบ้านที่มีหลังคามุงด้วยฟางข้าวชันถึง 60 องศา คล้ายสองมือที่พนมเข้าหากัน มุงแบบลาดลงคล้ายหน้าจั่ว เพื่อให้ทนทานต่อหิมะและลมในฤดูหนาว ตัวบ้านมีความยาวประมาณ 18 เมตร และมีความกว้าง 10 เมตร สร้างขึ้นโดยไม่ใช้ตะปู ซึ่งบางแห่งสามารถเข้าพักค้างคืนได้ แถมยังเป็นกิจการที่เปิดภายในครัวเรือนที่เปิดให้นักท่องเที่ยวได้เห็นการ ใช้ชีวิตแบบดั่งเดิมของชาวญี่ปุ่นอย่างแท้จริง

6.ฮอกไกโด

เป็นเกาะใหญ่ที่สุดของ ญี่ปุ่น ถือเป็นสวรรค์ของธรรมชาติ สามารถท่องเที่ยวได้ตลอดปี มีธรรมชาติที่ยังไม่ถูกทำลาย ทั้งภูเขา ที่ราบสูง แม่น้ำ ทะเลสาบ บ่อน้ำพุร้อน และชายฝั่งทะเล มีอากาศหนาวเย็นในฤดูหนาว มีหิมะที่ขาวละเอียดดุจแป้งฝุ่นและสกีรีสอร์ท ที่ดึงดูดนักเล่นสกีจากทั่วโลก ขณะที่ในฤดูใบไม้ผลิ ซากุระจะบานช้ากว่าภูมิภาคอื่นในญี่ปุ่น สามารถชมซากุระได้ในช่วงต้นเดือนพฤษภาคม ส่วนฤดูร้อนอากาศจะไม่ร้อนเหมือนส่วนอื่น ๆ เพราะมีทุ่งดอกไม้ต่าง ๆ ที่ได้รับความนิยมเป็นอย่างสูง และในฤดูใบไม้ร่วงใบไม้จะเปลี่ยนสีก่อนที่อื่น ๆ ในประเทศญี่ปุ่นเริ่มตั้งแต่กลางเดือนกันยายนจนถึงตุลาคม

เรียกได้ว่าเป็น 6.อันดับสถานที่ท่องเที่ยวในญี่ปุ่น ที่เรานำมาฝากกันในวันนี้ จะเป็นทางเลือกที่ดีในการวางแผนเที่ยวญี่ปุ่นของพวกคูณได้ เพื่อที่เราจะได้ไม่พลาดแหล่งท่องเที่ยวสำคัญสักที่เลยจ้า สถานที่เที่ยวใน จ.ชลบุรี ชิวๆสบายๆกันเลย

สถานที่เที่ยวใน จ.ชลบุรี ชิวๆสบายๆกันเลย

     สถานที่เที่ยวใน จ.ชลบุรี ชิวๆสบายๆกันเลยสำหลับใครที่กำลังตั้งโจทย์ให้กับทริปใหม่ที่กำลังจะเปิดตี้ ว่าต้องเป็นจังหวัดดีๆ มีสถานที่ท่องเที่ยวน่ารักๆ เยอะ แถมเดินทางไม่ไกลจากกรุงเทพฯ ล่ะก็ เราขอแนะนำให้มองมาทางทิศตะวันออกของประเทศไทย แล้วปักหมุดมาที่ ชลบุรี รับรองว่าตอบโจทย์ เพราะที่ชลบุรี มีสถานที่ท่องเที่ยวมากมายหลายแนวให้เพื่อนๆ ได้แวะไปเที่ยว ไปชิลล์ ไม่ว่าจะเป็นทะเลสวยๆ เที่ยวเกาะฟินๆ หรือจะสนุกไปกับเหล่าสัตว์น้อยใหญ่ เที่ยวพิพิธภัณฑ์ก็สนุก ส่วนใครที่ชอบเที่ยวสายวัฒนธรรมก็ห้ามพลาดกันเลยน้ะครับ

สถานที่เที่ยวยอดนิยมในจังหวัด ชลบุรี

1.หาดบางแสนชลบุรี

สถานที่ท่องเที่ยวชลบุรีอันต้นๆ ที่หลายคนนึกถึงก็ต้องหาดบางแสน ขับรถไปชมวิวทิวมะพร้าวกับถนนเลียบชายทะเล แวะไปนั่งชิลล์กินซีฟู้ดรสเด็ดราคาดี หรือจะนอนอาบแดด เล่นน้ำ บานาน่าโบ๊ทก็เลิศไปหมด แถมยังไม่ไกลกรุงเทพ ขับไปเที่ยวเช้าเย็นกลับก็ยังไหว สำหรับหาดบางแสนนั้นมีชายหาดทอดยาวต่อเนื่องกว่า 4.5 กิโลเมตร แบ่งเป็นหาดบางแสน ที่กลางหาดจุดนี้ลงเล่นน้ำได้ ส่วนเหนือสุดของหาดคือแหลมแท่น เต็มไปด้วยโขดหิน และส่วนสุดท้ายคือหาดวอนนภา บรรยากาศเงียบๆ กับวิถีชีวิตชาวประมง

2.เขาชีจรรย์ ชลบุรี 

จากเขาหินปูนที่เคยถูกระเบิดเพื่อนำหินไปใช้ในการก่อสร้าง สมเด็จพระญาณสังทรฯ มีพระดำริให้อนุรักษ์ไว้และสร้างพระพุทธรูปแกะสลักให้เป็นพระพุทธฉายที่ใหญ่ที่สุดในโลก และในหลวงรัชกาลที่ 9 พระราชทานนามพระพุทธรูปนี้ว่า พระพุทธมหาวชิรอุตตโมภาสศาสดา แปลว่า พระพุทธเจ้าทรงเป็นศาสดาที่รุ่งเรืองสว่างประเสริฐดุจดังมหาวชิระ มีความสูง 109 เมตร หน้าตักกว้าง 70 เมตร ฐานบัวหรือบัลลังก์สูง 21 เมตร รวมความสูงขององค์พระและบัลลังก์ทั้งสิ้น 130 เมตร ความสวยงามอยู่ที่เมื่อแสงแดดส่องเข้ามาที่หน้าผาจะเกิดเป็นประกายสีทองสวยงาม ควรค่าแก่การมาเยือน

3.เรือหลวงจักรีนฤเบศร ชลบุรี

มาเที่ยวถึงชลบุรีทั้งทีก็ต้องแวะไปชมความกว้างใหญ่อลังการของเรือหลวงจักรีนฤเบศรกันสักหน่อย สำหรับเรือหลวงจักรีนฤเบศรนั้นเป็นสถานที่ท่องเที่ยวชลบุรี ที่เป็นทั้งเรือธงและเรือบรรทุกอากาศยานลำแรกและลำเดียวของราชนาวีไทย จอดให้เราได้เข้าไปชมความยิ่งใหญ่อยู่ที่บริเวณท่าเรือน้ำลึกจุกเสม็ด ฐานทัพเรือสัตหีบ เปิดให้เราได้แวะเวียนเข้าไปชมกันแบบฟรีๆ ทุกวันเพียงแค่ยื่นบัตรประชาชนเท่านั้น

4.ปราสาทสัจธรรมชลบุรี

เรื่องความอลังการงานสร้างก็ต้องยกให้กับ ปราสาทสัจธรรม หรือที่ชาวบ้านเรียกว่าวังโบราณ หรือปราสาทไม้ เป็นสถาปัตยกรรมไม้ขนาดใหญ่ที่สุดในโลก ตั้งอยู่บริวเวณอ่าววงพระจันทร์ บนพื้นที่ 80 ไร่ จากฝีมือผู้ก่อตั้งเมืองโบราณ คุณเล็ก วิริยะพันธุ์ ตัวปราสาทที่เราจะได้เห็นนี้บอกเลยว่าเป็นไม้ทั้งหลัง ไม่มีโลหะหรือปูนใดๆ มาปะปน ยกเว้นแต่ตรงฐานที่เป็นคอนกรีตเท่านั้น ภายในแกะสลักลวดลายอย่างวิจิตรพิสดารสวยสุดอะไรสุด

5.สวนเสือศรีราชาชลบุรี

มาเที่ยวถึงชลบุรีก็ต้องมาเที่ยวสวนเสือศรีราชา สถานที่จัดแสดงเสือโคร่งพันธุ์เบงกอลกว่า 200 ตัว และจระเข้อีกกว่า 100,000 ตัวและสัตว์ชนิดอื่นๆ บนพื้นที่กว่า 250 ไร่ สนุกพร้อมรับความรู้ไปกับการแสดงจระเข้ การแสดงหมูวิ่งแข่ง ราชินีแมงป่อง และอื่นๆ อีกมากมาย ไฮไลต์ของที่นี่คงหนีไม่พ้น โชว์ละครสัตว์ Amazing Circus การแสดงความสามารถของเหล่าเสือดคร่ง หมี และลิงชิมแพนซี

6.เกาะแสมสารชลบุรี

หนึ่งในเกาะที่มีทัศนียภาพและทรัพยากรที่สวยงามและอุดมสมบูรณ์สุดๆ ของภาคตะวันออก เกาะแสมสารแห่งนี้เป็นสถานที่ท่องเที่ยวชลบุรีที่อยู่ในความดูแลของกองทัพเรือร่วมกับเกาะขาม สำหรับใครมาเที่ยวเกาะแสมสารต้องห้ามพลาดกิจกรรมไฮไลต์ของที่นี่ คือการดำน้ำดูปะการัง นั่งเรือท่องทะเล ปั่นจักรยานชิลล์ๆ และพายเรือคายัคกินลมชิมวิวเพลินๆ  หรือจะแวะไปชมวิวสวยๆ ของหาดนางรำก็เพลินดีนะ

     ขอฝากกันไว้แค่นี้ก่อนนะครับ บอกเลยว่านี่แค่น้ำจิ้มๆ เท่านั้นนะเพราะในชลบุรียังมีสถานที่ท่องเที่ยวให้เราได้แวะไปเยือนอีกเพียบ

เที่ยวกรุงเทพฯ ไหว้พระ 9 วัดรอบเกาะรัตนโกสินทร์